หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์ 2013 10:09:33 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
รายการ "อายุน้อย 100 ล้าน" ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี บุกสัมภาษณ์ เจาะลึก ดร. เฉลิมรัฐ
นาควิเชียร เจ้าของธุรกิจโรงเรียน NetDesign

ในโลกของธุรกิจออนไลน์ เชื่อแน่ว่าไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่มองการณ์ไกล และเห็นความสำคัญของอินเตอร์เน็ตในเมืองไทย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ทำให้วันนี้เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในการทำเว็บไซต์ของไทย เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่มีรายได้กว่า 100 ล้านบาท  พิธีกร "เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์" และ "ยิปโซ-รมิตา มหาพฤกษ์พงษ์" พาแฟนๆ รายการ "อายุน้อย 100 ล้าน" ตามไปดูเส้นทางสู่ความสำเร็จของ "ดร. เฉลิมรัฐ นาควิเชียร" เจ้าของธุรกิจโรงเรียน NetDesign "ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการแจกใบปลิว เพื่อแนะนำให้คนรู้จัก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มาเรียนยุคนั้นก็จะเป็นพวกระดับหัวหน้าขององค์กรต่างๆ เพราะว่าคนที่จะสร้างเว็บในยุคนั้นต้องมีฐานะในระดับหนึ่ง พอหัวหน้ามาเรียนแล้วรู้เรื่องก็เลยส่งลูกน้องมาเรียนต่อ จนมาถึงยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู ก็เริ่มเป็นเด็กวัยรุ่นมาเรียนมากขึ้น





นโยบายหลักที่มีส่วนผลักดันให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จ ก็คือเรามีการรับประกันเลยว่า ถ้าคุณเรียนครบตามจำนวนแล้ว คุณยังไม่รู้เรื่อง ผมให้เรียนต่อฟรีอีกกี่ครั้งก็ได้ตลอด 1ปี จนกว่าจะรู้เรื่อง เพราะผมถือคติว่าเราไม่ได้เอาความรู้ที่สอนไปแลกกับเงิน แต่เราความรู้ที่สอนไปแลกกับอนาคตของคนที่เรียน ส่วนหลักในการบริหารคน และบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผมยึดหลักในการกระจายอำนาจให้ทุกคนมีสิทธิออกคำสั่งและทำงานได้หมดเพราะผมจะผลักดันเพื่อนร่วมงานทุกคนให้มีโอกาสโตต่อไปเรื่อยๆ เพราะผมเชื่อในศักยภาพของคน ว่าสามารถพัฒนาได้ คนทุกคนมีอวัยวะเท่ากัน แล้วทำไมจะทำทุกอย่างให้เท่ากันไม่ได้" แต่กว่าจะประสบความสำเร็จกลายเป็นเศรษฐีระดับ 100 ล้านอย่างทุกวันนี้ ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมากมาย ฮืม ติดตามหาคำตอบได้ ใน รายการ "อายุน้อย 100 ล้าน"

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=AtqizHEeM6I" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=AtqizHEeM6I</a>





 2 
 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2012 05:56:43 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
‘เด็กวัด' คำนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร? แต่หากจะบอกว่าคนหนุ่มที่เห็นในรูปนี้มีฉายา ว่า ‘เด็กวัดร้อยล้าน' ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปไหม?

เพราะเขาคนนี้ไม่ได้เป็นแค่เด็กวัดธรรมดา ที่ตื่นเช้าเพื่อออกติดตามหลวงพี่ไปบิณฑบาต หรือช่วยงานวัดเมื่อจำเป็น แต่เขาอาศัยอยู่ที่วัดจริงๆ และได้ข้อคิดจากการพบเห็นคนที่เข้าออกวัดเพื่อปฏิบัติธรรม จนนำไปสู่ธุรกิจโรงงานสำเร็จรูปที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้าน ด้วยอายุเพียง 23 ปี จะว่าโชคเข้าข้างก็อาจจะฟังดู เป็นนามธรรมเกินไปเมื่อเทียบกับประสบการณ์ชีวิตที่เป็นของจริง และดำเนินมาจนพบกับความสำเร็จในวันนี้

"ตั้งแต่เด็กผมถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ถือว่าเป็นเด็กที่ โชคดี มีป๊ากับม๊า มีพี่น้องที่ดี มีครอบครัวที่มีความสุข แถมยังได้เจอกับ คนที่ดีๆ ไม่ว่าในการทำงานหรือเรื่องชีวิต ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาในชีวิตจะมีแต่คนดีๆ อย่างหลวงพี่ท่านก็เป็นคนที่ให้โอกาสผมมาตลอด"

นี่คือบทสนทนาแรกที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ ‘เอก ศุภากร' คนหนุ่มที่มีฉายาว่า ‘เด็กวัดร้อยล้าน' เขามีพี่น้อง 5 คน พี่สาว 1 น้องสาว 2 น้องชาย 1 นั่นเท่ากับว่าตัวเขาเป็นลูกคนที่ 2 ของบ้าน ซึ่งในความเชื่อของคนจีนถือว่าเป็นลูกชายคนโต และอาจจะโชคดีตรงที่ได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องความรักครอบครัว ซึ่งจุดนี้เขาได้ซึมซับและปฏิบัติตามมาโดยตลอด "ที่บ้านผมไม่ได้เลี้ยงด้วยเงินนะ บ้านผมฐานะปานกลาง ป๊ากับม๊าไม่มีโอกาสได้มาประคบประหงมลูก ผมยังน้อยใจเลย เกิดมาป๊าม๊าไม่เคยไปรับไปส่ง เห็นพ่อแม่คนอื่นเขามาส่งลูก แต่เราไม่เคยมีเลยนะ ถ้าไม่ขึ้นรถตู้ก็นั่งรถเมล์ไปโรงเรียนเอง เมื่อก่อนลำบากมาก เด็กๆ ที่บ้านเปิดร้านขายของชำ ป๊าจะสอนเสมอว่าถ้าอยากโตต้องทำธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้น เป็นลูกจ้างเขายังไงเราก็ไม่มีวันโต"

แล้วชีวิตพลิกผันไปอยู่วัดได้อย่างไร เรานึกสงสัย "เริ่มจากป๊ากับม๊าผมชอบเข้าวัดทำบุญ วันหนึ่งตอนอายุ 13 ก็พาลูก 5 คนไปทำบุญวันเข้าพรรษาที่วัดท่าไม้ ทุกคนเข้าไปกราบหลวงพี่อุเทนกันหมด แต่ผมขอนั่งดูทีวีรออยู่ในรถ ท่านก็บอกให้มาตามผม ไปถึงผมก็เข้าไปกราบท่าน พอเจอกันท่านพูดว่า "มาเป็นลูกศิษย์ มาเป็นน้องชาย ฉันไหม" ท่านบอกต่อว่าเห็นหน้าผมแล้วน่าจะเป็นคนที่สามารถจะส่งบุญต่อจากท่านได้ เพราะหลวงพี่เป็นคนที่ชอบทำบุญมาก ท่านสร้างมูลนิธิ สร้างถาวรวัตถุไว้เยอะมาก"



คำว่า ‘เด็กวัด' เรามักจะใช้เรียกเด็กที่ขาดโอกาส ในเมื่อฐานะทางบ้านไม่ได้มีปัญหา ทำไมถึงตัดสินใจไปอยู่วัด

"ผมรู้สึกดีนะที่คนอื่นเรียกผมว่าเด็กวัด คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเด็กวัดต้องเป็นคนที่ลำบาก พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสียเลยมาฝากพระ ซึ่งที่บ้านผม ไม่ได้ขัดสนอะไร แต่พอวันหนึ่งมาเจอหลวงพี่แล้วมาเห็นท่านทำงานหนักเพื่อส่วนรวม ผมก็เกิดความคิดว่าอยากจะช่วยท่านให้ได้มากที่สุด

แต่ตอนนั้นผมยังเด็ก หลังจากที่ท่านชวน 1-2 เดือนผมจะมาสักครั้ง จน 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 19 เพิ่งเข้าเรียนที่ศิลปากร (คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ เอกวารสาร- ศาสตร์และหนังสือพิมพ์) ลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ผมเลยตั้งใจจะเข้าวัดมาช่วยงานหลวงพี่สัก 2-3 วัน แต่หลังจากนั้นกลายเป็นสัปดาห์ เดือน ปี อยู่มาเรื่อยๆ จนผมไม่รู้ตัว ผมไป-กลับวัดทุกวัน เย็นๆ จะเข้าไปกินข้าวกับครอบครัวก่อน เวลาบอกเพื่อนว่าอยู่วัดก็ไม่มีใคร เชื่อ เวลากลับเร็วก็หาว่าผมไปจีบสาว จนวันหนึ่งบังเอิญเขามาเจอผมที่วัด ถึงได้เชื่อว่าผมอยู่ที่วัดจริงๆ (ยิ้ม)"

หน้าที่ของคุณเมื่ออยู่วัด

"งานส่วนใหญ่ของผมคือการดูแลหลวงพี่ ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างที่ผมจะสามารถช่วยได้ เหมือนเป็นเลขาท่านด้วยเพราะแต่ละวันคนมาหาหลวงพี่เยอะมาก ทำความสะอาดกุฏิ เตรียมอาหาร ล้างห้องน้ำ ซักจีวร ทุกวันนี้ผมก็ยังอยู่วัด ได้ดูแลหลวงพี่ ดูแลญาติโยม พร้อมกับวิ่งไปคุมไซต์งานที่กำลังก่อสร้างอยู่"

จากอยู่วัดมาทำธุรกิจได้อย่างไร

"อย่างที่ป๊าสอนว่าอยากโตต้องทำธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้น ถ้าเป็นลูกจ้างเขายังไงก็ไม่มีวันโต ระหว่างเรียนช่วงประมาณปี 3 เทอม 2 ผมจึงพยายามมองหาธุรกิจที่เราจะทำได้ด้วยตัวเอง บวกกับการที่ผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้หลวงพี่ มาหลายปี ผมได้เจอและรับฟังปัญหาของคนที่เข้ามาปรึกษาหลวงพี่อยู่ตลอด จนวันหนึ่งมีคนมาปรึกษาหลวงพี่ว่าเขามีเครื่องจักร มีเงิน แต่ไม่มีที่ทำมาหากิน ผมจึงเกิดไอเดีย เพราะตอนนั้นที่บ้านก็กำลังทำธุรกิจอสังหาฯ อยู่ บวกกับไปเห็นที่ดินผืนหนึ่งแถวๆ บ้าน มีพื้นที่ 10 ไร่ ราคาอยู่ที่ 20 ล้าน เขาติดป้ายขายไว้ ผมก็กลับมาบอกป๊า ป๊าก็บอกว่าเคยผ่านไปดูป๊าก็ชอบ"

คุณเอาเงินทุนมาจากไหน

"เงินก้อนแรกนี้มาจากลูกศิษย์หลวงพี่คนหนึ่ง ผมปรึกษาเขาว่าผมมีไอเดียจะทำธุรกิจประมาณนี้ เขาก็กลับไปปรึกษากับพ่อของเขา ก่อนจะกลับมาบอกว่าตกลงยอมเป็นนายทุนให้ผม เขาให้เงินก้อนแรกผมไปวางมัดจำซื้อที่ 2 ล้าน แล้วเอามาบวกกับเงินเก็บของผมที่พอมีอีกก้อนหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า การที่เรามีคอนเน็กชั่นที่ดีก็สามารถที่จะสนับสนุนไอเดียและงานของเราได้"

โปรเจ็กต์ธุรกิจ ‘โรงงานสำเร็จรูป' ของคุณที่มีมูลค่าถึงร้อยล้านเป็นอย่างไร

"มันเกิดจากไอเดียที่ว่า ผมอยากสร้างบ้านที่เป็นบ้านพักของเจ้าของ และมีที่วางเครื่องจักรให้เขาทำงานได้ จบที่เดียวโดยไม่ต้องเดินทาง (ยิ้ม) ที่นี่คือ แพนด้าแลนด์ มินิแฟคทอรี่ อยู่บนพื้นที่ 10 ไร่ ซึ่งผมแบ่งออกเป็น 8 ยูนิต ยูนิตละ 1 ไร่ ส่วนอีก 2 ไร่ ผมทำถนนคอนกรีตไว้ตรงกลาง ใน 1 ยูนิต ประกอบด้วย ออฟฟิศ ห้องพัก 2 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ มันเป็นโรงงานสำเร็จรูปที่เราสามารถตอบโจทย์คนที่จะเข้ามา ซึ่งเขามีแค่ เครื่องจักรและมีเงินทุนก็ผลิตได้แล้ว และคนที่มาจุดประกายความคิดนี้ ให้ผมก็คือ คุณลุงที่มาหาหลวงพี่คนนั้น ต้องขอบคุณเขามากๆ ครับ"

คุณขายยูนิตละเท่าไหร่ ตอนนี้โครงการคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว "เริ่มต้นที่ 12 ล้านครับ สูงสุดอยู่ที่ 14 ล้าน ตอนนี้ผมขายหมดแล้ว เพราะช่วงที่เปิดโชคดีตรงที่ คนที่ย้ายเข้ามาเป็นคนที่หนีน้ำท่วมจากแถวบางบัวทองบ้าง บางใหญ่บ้าง จะมากันหมดเลย ผมตั้งเป้าไว้ว่า จะเสร็จภายใน 3 ปี"



สิ่งที่คุณได้จากการทำงานครั้งนี้

"การทำงานครั้งนี้ทำให้ผมรู้เลยว่า ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เราวางตัว อยู่ที่ว่าเรากล้าตัดสินใจหรือกล้าที่จะทำหรือเปล่า เพราะสิ่งที่เราขายตอนแรก คือการขายฝัน ขายกระดาษ ขายจินตนาการ ขายไอเดียให้เขาดูว่า เราจะทำแบบนี้ๆ อีกเรื่องที่สำคัญคือคอนเน็กชั่น ผมว่าการที่เรามีคอน-เน็กชั่นที่ดีก็สามารถช่วยให้เราก้าวได้เร็วขึ้น ทุกอย่างมันสอนให้ผมโตขึ้น ทุกวันนี้เงินที่ได้มา หรือว่าระบบบัญชีผมจะยกให้แม่ดูแล ผมจะพยายาม ไม่จับเงิน ไม่เห็นเงิน เพราะถ้าเห็นเงินจะทำให้เราใจใหญ่ได้ใจ ที่ทำโปรเจ็กต์ นี้เพราะอยากให้ป๊ากับม๊ารู้ว่าเราสามารถดูแลพี่น้องได้ เขาก็บอกอยากทำทำเลยเขาเอาใจช่วย ถ้าลำบากตรงไหนไม่ไหวตรงไหนก็บอก ผมคิดว่าผมมีกำลังใจที่ดีมาก"

ในฐานะคนรุ่นใหม่มองธุรกิจทุกวันนี้อย่างไร

ผมมองว่าทุกวันนี้ธุรกิจเป็นเรื่องของการแข่งขัน ถ้าเราเริ่มเร็ว รีบเดินเร็ว เราก็จะถึงเร็ว คิดแล้วทำเลย ผมคิดมาตลอดว่าการที่ผมได้อยู่ใกล้พระพุทธศาสนา ได้เกิดมาเป็นคนเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเราไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นชีวิตหนึ่งใช้ให้เต็มที่ ถ้าผมปล่อยช่วงอายุ 23 แล้วไปทำตอนอายุ 30 ผมจะกลับมามองช่วง 23 ไม่ได้แล้วนะ เพราะเวลามันผ่านแล้วผ่านเลย แต่ถ้าผมเริ่มตอน 23 แล้ว ผิดพลาด อย่างน้อยตอนอายุ 30 คุณหันกลับมามองตอนอายุ 23 คุณก็จะได้รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง จะแก้ไขได้อย่างไร อย่าปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปเสียเปล่า ถ้าคนทำงานจะรู้ว่าเงินทองไม่ใช่สิ่งที่มีค่า แต่เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า"

เป้าหมายสูงสุดที่คุณวางไว้ในอนาคตคืออะไร

"ผมอยากส่งต่อธุรกิจนี้ไปให้คนอื่นๆ ทำ หมายถึงคนในครอบครัวหรือคนที่เขามีความสามารถ ถ้าผมมีลูกผมก็อยากจะรีบส่งต่อธุรกิจนี้ไปให้ลูกได้เรียนรู้ จะได้ทำงานเร็วๆ เพราะผมคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีตั้งแต่เด็กๆ ที่ได้รับโอกาสที่ดี มีป๊ากับม๊าที่คอยสอนและให้กำลังใจ มีหลวงพี่ที่ให้โอกาส ถ้าเกิดเราไม่ให้โอกาสคนอื่นเขาก็จะไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เขารัก และในวันหนึ่งถ้าเขาสามารถต่อยอดโอกาสที่ได้รับ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยเราเป็นคนให้โอกาสเขาแล้ว เหมือนธุรกิจของผม ถ้ามันเจริญรุ่งเรืองแล้วผมยังถือครองไว้จนอายุประมาณ 60-70 ถึงตอนนั้นผมพักไม่ได้แล้ว ทิ้งก็ไม่ได้ ปล่อยก็ไม่ได้ แล้วชีวิตมันคืออะไร คือการทำงานเหรอ เพราะฉะนั้นผมจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเท่าที่ตัวเองยังมีแรง เพราะถ้าส่งต่อเร็วผมก็จะได้พักเร็ว อีกเรื่องที่ผมได้จากหลวงพี่คือ ท่านจะบอกเสมอว่า ผมเป็นคนมีบุญที่ได้ทำงานวัด ได้อยู่ใกล้ชิดศาสนา และเรื่องที่ท่านสอนเสมอคือ ‘ความกตัญญู' เมื่อก่อนหลวงพี่ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาตตั้งแต่เด็กๆ ท่านจะเล่าถึงความลำบากของท่าน และที่ผมเห็นทุกวันคือ ท่านทำเพื่อ ส่วนรวมมาโดยตลอด ยังไงส่วนรวมต้องมาก่อน พี่น้องก็ต้องมาก่อน ซึ่งท่านพูดเหมือนป๊ากับม๊าผมเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข ผมยอมแลกได้ทุกอย่าง"

เท่าที่ฟังมาเหมือนเป็นคนที่ โชคดีมากไม่ว่าเรื่องอะไร เคยมีเรื่องที่พลาดหรือทำให้รู้สึกเสียใจบ้างไหม

"มีอยู่ช่วงหนึ่งคือช่วงแรกๆ ที่ผมตัดสินใจเข้ามาอยู่วัด เป็นช่วงที่คิดว่ามันเปลี่ยนชีวิตตัวเองจนมาถึงทุกวันนี้ วันที่เดินออกมาจากบ้านผมคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนท่าน แต่หลังจากนั้นผมกลับได้ทำทั้งสองอย่าง คือดูแลพ่อแม่และดูแลหลวงพี่ ซึ่งทั้งสามท่านนี้เป็นผู้ที่มีพระคุณกับผมมาก จากที่รู้สึกเสียใจเลยกลายเป็นเรื่องน่าดีใจมากกว่า (ยิ้ม)"

และไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหลังจากนี้คุณจะพบเห็นหน้าหล่อๆ ของเขาตามสื่อต่างๆ เพราะแว่วว่ากำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่ฉายแสงเจิดจ้าในวงการบันเทิงอีกคน เพราะด้วยความกตัญญู รักครอบครัว ใฝ่ธรรมะ และตั้งใจทำมาหากินนี้เองที่ส่งผลให้เขามีวันนี้

"ต้องขอบคุณคุณนิด (อรพรรณ วัชรพล) ที่ให้โอกาส ท่านเห็นว่า ผมเป็นคนกตัญญูและรักพี่น้องจึงสนับสนุน ท่านพูดมาคำหนึ่งว่า เมื่อผมเป็นคนกตัญญู อ่อนน้อมถ่อมตน ท่านจะต้องส่งเสริมคนกตัญญูให้เจริญก้าวหน้า"

บทสรุปขอจบตรงที่ว่า แม้ต้นทุนในชีวิตของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่หากเราไม่ลืมผู้มีพระคุณและมีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง ก็สามารถนำพาให้ชีวิตของเราก้าวเร็วกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับคนหนุ่มใฝ่ดีที่รักดีคนนี้ี หรือคุณว่าไม่จริง!

ที่มา : sanook.com

 3 
 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2012 12:53:05 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐)
พ.ศ. ๒๕๕๔
--------------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
                             พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
                             โดยที่เป็นการสมควรลดอัตราภาษีเงินได้ และปรับปรุงการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บางกรณี
                             อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
                             มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๔”

                             มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                             มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการ ลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๗๑) พ.ศ. ๒๕๕๑

                             มาตรา ๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้
                                         “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
                                         “สินค้า” หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น
                                         “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า

                             มาตรา ๕ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน
                                         (๑) ร้อยละยี่สิบสามของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
                                         (๒) ร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับสองรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖

                             มาตรา ๖ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำ ระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท
                                         (๑) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แต่ไม่เกินหนึ่งล้านบาท ให้คงจัดเก็บในอัตราร้อยละสิบห้าของกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
                                         (๒) กำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งล้านบาท ให้คงจัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้
                                            (ก) ร้อยละยี่สิบสามของกำไรสุทธิ สำหรับหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
                                            (ข) ร้อยละยี่สิบของกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป

                             มาตรา ๗ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๓ หมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาทสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

                             มาตรา ๘ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา ๖ และการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗ ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาทและต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินสามสิบล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

                             มาตรา ๙ ให้ยกเลิก (๒) ของมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
                             ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕ มาใช้บังคับแก่บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
                             บทบัญญัติใน (๒) ของมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปแก่บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

                             มาตรา ๑๐ บทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๗๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะแก่การลดอัตราภาษีเงินได้และการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

                             มาตรา ๑๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
     ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
      นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควร ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นระยะเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชี จากอัตราร้อยละสามสิบเหลืออัตราร้อยละยี่สิบสามและร้อยละยี่สิบ ตามลำดับ เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ และสมควรปรับปรุงการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งปรับปรุงการลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทที่นำหลักทรัพย์มา จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๔๖๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและจูงใจการลงทุนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนให้มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

                             (ร.จ. ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๙๓ ก ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

 4 
 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2012 09:58:00 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
ไอลัคกี้โบรกเกอร์

 5 
 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2012 01:35:40 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
รายการ สุริวิภา วันพุธที่ 4 พฤษภาคมนี้ ถ้าคิดว่า คนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีพื้นฐานที่ดี หรือมีต้นทุนสูง อยากให้ติดตามชีวิตของ คุณมงคล สุขเจริญคณา ต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.7 ในวัย 14 ปี จากเด็กแกะหอย จากกรรมกรในเรือหาปลา จากไต้ก๋งเรือ แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ วันนี้เขาเป็นเจ้าของคฤหาสน์หรูริมแม่น้ำแม่กลอง ราคากว่า 200 ล้าน




“ผมเป็นลูกคนที่ 4 ถือเป็นลูกชายคนโต ในจำนวนลูกๆ 11 คน ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างลำบาก พ่อแม่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู ก็เลี้ยงพวกเรามาในคอกนั้น เห็นพ่อแม่ลำบากด้วยการนั่งแกะหอย เอาค่าแรงมาซื้อข้าวให้ลูกๆ กิน เอาปลาที่ใช้เลี้ยงเป็ดมาต้มให้ลูกๆกิน เลี้บงตามอัตภาพ มีก็กินไม่มีก็อด เราเห็นภาพแบบนี้ เห็นพ่อแม่ลำบากมาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าเราเป็นลูกชายคนโต อยากแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ จึงลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.7 ออกมาหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เริ่มงานแรกจากการชัดชวนของน้องเขยของพ่อ ให้มาเป็นกรรมกรใช้แรงงานในเรือประมง ทำทุกอย่างที่ทำได้ แรกๆ เมาคลื่นอาเจียน แต่ก็พยามอดทน ใช้เวลาไต่เต้าเรียนรู้อยู่ 4 ปี จนได้มาเป็นไต้ก๋งเรือ ก็นำเรือออกหาปลา คุมลูกน้อง ทำหน้าที่ไต้ก๋งอยู่ 10 กว่าปี ขยายเรือ จนฐานะดีขึ้นมาก จนได้มาเจอเพื่อนๆ แล้วรู้สึกเป็นปมด้อย ที่เราไม่ได้เรียนหนังสือ ก็เริ่มหาทางเรียน กศน.จนจบ ม.6 และเรียนต่อปริญญาตรีด้านกฏหมาย เพราะ ถามข้อกฏหมายเพื่อนแล้วไม่ยอมตอบเรา และเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหาร ถึงแม้เริ่มมาเรียนตอนอายุ 30 ก็ไม่รู้สึกว่าช้าไป ไม่มีใครช้าเกินไปที่จะเรียนหนังสือ ยังคิดว่า ถ้าวันนั้นเราเรียนหนังสือจนจบปริญญาพร้อมเพื่อนๆ ฐานะที่บ้านก็อาจยังจนอยู่ คงไม่สบายเหมือนทุกวันนี้ ที่ผมมีวันนี้เพราะมีความมุ่งมั่นตั้งใจ เดินไปข้างหน้าให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ อย่าท้อถอย ไม่สำเร็จก็ลองใหม่ ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถและความตั้งใจของเรา”

ติดตามชมเรื่องราวแรงบันดาลใจ จากเด็กแกะหอย กรรมกรในเรือประมง กลายมาเป็นเจ้าของคฤหาสน์กว่า 200 ล้าน เขาทำได้อย่างไร ในรายการ สุริวิภา วันพุธที่ 4 พฤษภาคมนี้ เวลา 22.50 – 24.20 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

#Invalid YouTube Link#


 6 
 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2012 09:13:01 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
เช่น ต้องการ (สองพันบาท)

ใช้ตัวเชื่อมต่อ String ครับ (คือตัว & )

= " ( " & Bahttext( A1 ) & " ) "



ซึ่งจะสามารถใส่ตัวอักษรอื่น ๆ ก็ได้เช่น   =สองพันบาท=
= " = " & Bahttext( A1 ) & " = "

 7 
 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2012 01:01:52 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
จะขอนำเสนอเทคนิคในการใช้ปุ่ม Ctrl กับ Excel ที่จะช่วยให้คุณทำงานเร็วขึ้น 3 เทคนิคด้วยกัน โดยเทคนิคกที่ 1 จะเป็นการเลื่อนเซลไปยังเซลสุดท้ายที่มีข้อมูล ซึ่งจะมีประโยชน์มากหากเซลในแถวหรือคอลัมน์นั้นมีข้อมูลต่อกันเป็นจำนวนมาก เมื่อกด Ctrl ค้าง + ลูกศรก็จะเลื่อนไปเซลสุดท้ายในพริบตา ส่วนเทคนิคที่ 2 เป็นการใช้ปุ่ม Ctrl ค้าง + กับการคลิ้กหรือลากเมาส์ ทำให้เลือกเฉพาะเซลที่ต้องการได้แบบไม่ต่อเนื่อง เช่นการเลือกเซลเว้นเซลข้ามไปเซลนั้นเซลนี้ได้หมด ส่วนเทคนิคสุดท้ายคือการกด Ctrl + Enter ในขณะที่พิมพ์ข้อความในเซลนั้นเสร็จจะไม่เลื่อนไปยังเซลบรรทัดถัดไปแต่จะเลือกที่เซลเดิมที่เพิ่งคีย์ข้อมูลไป ซึ่งหากยังไม่เห็นภาพ ลองไปดูแต่ละวิธีผ่านการบรรยายในภาพกันเลยครับ

เทคนิคการเลื่อนไปเซลสุดท้ายแบบทันใจ ด้วย Ctrl ค้าง + ลูกศร ขึ้น ลง ซ้าย ขวา


1.คลิ้กที่เซลเริ่มต้นแล้วกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้
2.ในขณะที่กด Ctrl ค้างไว้ แล้วกดปุ่มลูกศรลง จะเลื่อนไปยังเซลสุดท้ายทันที ลองนึกภาพถ้าจะเลื่อนเซลในตำแหน่งที่ A1000 โดยการคลิ้กเลื่อน Scroll bar แล้วคลิ้กที่เซลที่ A1000 กับการกดปุ่ม Ctrl ค้าง + ลูกศรลงแล้วไปเซลที่ A1000 ในทันที
3.ในขณะที่กด Ctrl ค้างไว้ แล้วกดปุ่มลูกศรขวา จะเลื่อนไปยังเซลสุดท้ายทันที
เทคนิคการเลือกเซลเฉพาะเซลที่ตอ้งการ ด้วย Ctrl ค้าง + คลิ้กเมาส์หรือลากเมาส์


1.ให้คลิ้กที่เซลใดเซลหนึ่งแล้วกด Ctrl ค้างไว้
2.ในขณะที่กด Ctrl ค้างไว้แล้วลากเมาส์หรือคลิ้กไปยังเซลอื่นๆ ก็จะเลือกเซลนั้นเพิ่มทันที
3.ในขณะที่กด Ctrl ค้างไว้ก็คลิ้กไปยังเซลอื่นๆ
4.ในขณะที่กด Ctrl ค้างไว้ก็คลิ้กไปยังเซลอื่นๆ อีก
5.เมื่อเลือกเฉพาะเซลที่ต้องการแล้ว เราก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเฉพาะเซลนั้นเช่นการเปลี่ยนข้อความเป็นตัวหนา
6.จะเห็นว่าข้อความจะเปลี่ยนเฉพาะเซลที่เลือกด้วยการกด Ctrl ค้างไว้
เทคนิคการกด Enter แล้วไม่ขึ้นบรรทัดใหม่ ด้วยCtrl ค้าง + Enter


1.เมื่อใส่ข้อมูลเซลแล้วกดปุ่ม Enter จะเลื่อนเซลไปยังบรรทัดถัดไปซึ่งเป็นเรื่องปกติ
2.แต่หากใส่ข้อมูลเสร็จแล้วกดปุ่ม Ctrl ค้าง + Enter จะยังเลือกเซลเดิมที่เพิ่งใส่ข้อมูล
3.ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำการคัดลอกหรืออื่นๆได้ ทันที เพราะหากเป็นวิธีแรกจะต้องเลื่อนเซลกลับไปยังเซลที่มีข้อความเดิม ซึ่งทำให้เสียเวลา

—– นี่คือ 3 เทคนิคการใช้ปุ่ม Ctrl ให้การทำงานใน Excel เร็วและง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทคนิคแรกที่ผมใช้บ่อยมาก เพราะสามารถไปยังเซลสุดท้ายได้ทันที แต่ก็มีข้อเสียตรงหากชุดข้อมูลนั้นถูกเว้นว่างก็จะไปเฉพาะเซลสุดท้ายที่มีข้อมูลเท่านั้น ส่วนเทคนิคที่ 2 ก็ใช้บ่อยเช่นกัน เพราะสามารถทำให้เราเลือกเฉพาะเซลที่ต้องการได้ ไม่ต้องเลือกทั้งหมดหรือเลือกเฉพาะคอลัมน์หรือแถวต่อกัน ลองเอาไปใช้กันดูครับรับรองงานไวขึ้นทันตาเห็น —–

ที่มา : http://ezoffice.wordpress.com

 8 
 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2012 12:59:05 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
1. กด TAB เพื่อใส่สูตรที่โปรแกรมแนะนำ : ขณะพิมพ์สูตร สามารถพิมพ์ไปนิดหน่อยจน Excel ขึ้นสูตรที่แนะนำให้ แล้วสามารถกด TAB เพื่อเลือกใช้สูตรนั้นได้เลย โดยไม่ต้องพิมพ์ให้จบ (แต่ก่อนผมโง่พิมพ์จนจบอยู่ตั้งนาน)

2. กด F4 เพื่อ fix cell reference : เวลาพิมพ์สูตรที่เป็นชื่อ cell อยู่ ถ้าอยากจะ Fix cell reference เพื่อให้ตัว Cell ที่สูตรอ้างไม่เปลี่ยนไปเวลา copy สูตรไปยังช่องอื่นๆ (เหมือนพิมพ์ $ ลงไปข้างหน้า) โดยสามารถกด F4 ได้เลย (กดได้ ไปเรื่อยๆ มันจะวน fix ให้ 3 แบบด้วยกัน คือ Fix ทั้งแถวทั้งหลัก, Fix แถวอย่างเดียว, Fix หลักอย่างเดียว)

3. กด F3 เพื่อเรียก Cell Name ที่ตั้งเอาไว้ : เวลาพิมพ์สูตรอยู่ ถ้าอยากจะใช้ function กับ cell ที่ได้ตั้งชื่อไว้แล้ว สามารถกด F3 เพื่อเลือกว่าจะใช้ Cell ที่ตั้งชื่อเอาไว้แล้วอันไหน มันจะแสดง list ขึ้นมาให้ดูทุกอันเลย แต่ต้องมีการตั้งชื่อไว้ก่อน ( การตั้งชื่อ Cell นั้น ให้เลือก cell หรือกลุ่ม cell ที่ต้องการ แล้วพิมพ์ชื่อไปในช่อง Name Box ที่อยู่ด้านซ้ายของช่องใส่สูตร )

4. กด F2 เพื่อแก้สูตร : เวลาพิมพ์สูตรเสร็จไปแล้ว ถ้าอยากกลับไปแก้สูตรอีกโดยไม่ใช่เมาส์คลิ๊กที่ช่องพิมพ์สูตร ให้เลือก Cell ที่ต้องการแล้ว กด F2 (ช่วยได้มากเวลาพิมพ์สูตรผิด แล้วอยากใช้ปุ่มลูกศรกลับไปแก้ไข ซึ่งต้องกด F2 ก่อน)

5. คุณสามารถเอา Mouse ลากย้าย Tool Tips ของสูตรได้ : เวลาพิมพ์สูตรในช่องแล้วมันขึ้นวิธีใช้สูตรขึ้นมาบัง cell ต่างๆ ของเราจนเกะกะ เราสามารถเอาเมาส์ลากย้ายมันไปวางที่ที่เราต้องการได้ครับ

6. กด Alt + ปุ่ม= เพื่อ Auto SUM : ถ้าเรามีเลขพิมพ์เรียงๆ กันอยู่จากบนลงล่าง เราเลือกช่องที่อยู่ล่างถัดมาหนึ่งช่องแล้วกดปุ่ม Alt+= เพื่อ Auto Sum ได้เลยครับ

7. กด Ctrl+Enter เพื่อใช้สูตรเดียวกันทีเดียวหลายๆ cell : ให้ลาก cell ทั้งหมดที่ต้องการใส่สูตร กด = เพื่อใส่สูตรตามปกติ แล้วกด Ctrl+Enter หลังจากใส่สูตรเสร็จ มันจะใช้สูตรนั้นเหมือนกันทุกช่อง โดยจะเปลี่ยน Cell reference ให้เองด้วย

8. การกำหนด cell ที่จะใช้งานต่อเวลาพิมพ์สูตรเสร็จ : กด Enter ไป cell ข้างล่าง, กด Ctrl+Enter อยู่ช่องเดิม, กด Tab ไปด้านขวา, กด Shift+Tab ไปด้านซ้าย, Shift+Enter ไปข้างบน

9. กด F9 เพื่อแปลงจากสูตรเป็นค่าที่แปลงผลแล้ว : หลังจากกด F2 เพื่อเข้าไปแก้ไขสูตร ลองกดปุ่ม F9 ดู สูตรที่ผูกติดกัย cell จะกลายเป็นค่าผลลัพท์เลย (สามารถเลือกเป็นบางส่วนของสูตรแล้วกด F9 ดูผลได้ด้วย)

10. กด Ctrl + Shift + Enter เพื่อใช้สูตรแบบ Array Formula (Advance มากขอบอก) : บางสูตรของ Excel นั้น เราไม่สามารถกด Enter เฉยๆ หลังจากใส่สูตรได้ เพราะว่าสูตรนั้นต้องการให้ Excel คำนวณโดยใช้ Array เช่น การใช้ Sum แบบเป็น range คูณกัน

เช่น =SUM(A1:A10*B1:B10) จะต้องกด Ctrl+Shift+Enter หลังจากใส่สูตรเสร็จแล้วเท่านั้น ไม่งั้นมันจะ error
โดยในช่องใส่สูตรจะขึ้นเครื่องหมาย { } ครอบสูตรให้เอง เป็น {=SUM(A1:A10*B1:B10)}

และเราจะใช้วิธีพิมพ์เข้าไปเองก็ไม่ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะเป็นผลบวกของ A1*B1 + A2*B2 + A3*B3... A10*B10 ให้เราได้เลย (จริงๆอันนี้สามารถใช้สูตร SUMPRODUCT แทนได้ แต่เราสามารถ พลิกแพลง Array Formula ได้เยอะกว่ามาก )


ที่มา : http://www.siraekabut.com

 9 
 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2012 12:56:51 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
1. คลิกเซลล์ที่ต้องการทำการแยกเซลส์ (ต้องเป็นเซลส์ที่เราได้ทำการผสานเซลส์เอาไว้แล้วนะครับ)


2. ให้คลิกที่ปุ่ม   (ผสานและจัดกึ่งกลาง) ตรงแทบเมนูบาร์ดังรูปด้านล่าง


3. สังเกตุผลที่ได้  เซลส์ที่ผสานเอาไว้ก็จะกลับคืนเป็นปกติ  จะเห็นว่ามีกริดเพิ่มเข้ามา




ที่มา : http://www.smiletips.com

 10 
 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2012 12:54:58 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
1. แดรกเมาส์เลือกเซลล์ที่เราต้องการ



2. ทำการรวมเซลล์ครับโดยให้คลิกที่ปุ่ม    บนแทบของ เมนูบาร์ ดังรูปด้านล่างนี้


3. เซลล์ที่ได้จะเป็นเซลล์ที่คุณต้องการครับ






ที่มา : http://www.smiletips.com

หน้า: [1] 2 3 ... 10
สนับสนุนโดย SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Google visited last this page 15 กันยายน 2017 05:36:50